Heat vs Beauty
อากาศร้อนเป็นศัตรูของเมคอัพยังไง?
แต่งหน้าสวยออกจากบ้านตอนเช้า แต่พอเที่ยงรองพื้นเริ่มหลุด คอนซีลเลอร์เป็นคราบ แป้งลอย ลิปสติกซึมเข้าริ้วรอย ถ้าคุณอยู่ในเมืองไทยและเคยเจอปัญหานี้ คุณไม่ได้โดดเดี่ยว
ความจริงที่ต้องรู้สำหรับคนอยู่เมืองไทย
วันนี้เราจะมาเจาะลึกว่าทำไมอากาศร้อนถึงเป็นศัตรูตัวฉกาจของเมคอัพ และจะทำอย่างไรให้เมคอัพอยู่ได้นานในสภาพอากาศแบบเมืองไทย
อากาศร้อนทำร้ายเมคอัพอย่างไร? มาดูกันทีละขั้นตอน
เมคอัพส่วนใหญ่ถูกพัฒนาและทดสอบในสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิควบคุมได้ ประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส แต่ในเมืองไทย อุณหภูมิกลางวันมักอยู่ที่ 33-38 องศา
Foundation และ concealer มีส่วนผสมของ wax และ oils ที่จะคงรูปแบบแข็งตัวในอุณหภูมิปกติ แต่เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ส่วนผสมเหล่านี้จะเริ่มละลาย เหลวตัวลง และเคลื่อนที่ได้ง่าย
🌡️ 1. Heat ความร้อนทำลายโครงสร้างของเมคอัพ
สิ่งที่เกิดขึ้นกับเมคอัพเมื่อร้อน
ลองนึกภาพเนยที่วางไว้ในห้อง กับเนยที่วางไว้กลางแดด เนยก้อนไหนจะละลายเร็วกว่ากัน? ผิวหน้าของเราก็เหมือนกัน
การศึกษาพบว่าที่อุณหภูมิ 30 องศาขึ้นไป ผลิตภัณฑ์เมคอัพที่เป็น cream-based หรือ liquid-based จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง viscosity หรือความหนืด ทำให้เคลื่อนที่และหลุดออกจากผิวได้ง่ายขึ้น
Lipstick โดยเฉพาะแบบ creamy หรือ satin finish จะละลายเร็วมาก บลีดเข้าริ้วรอยรอบปาก หรือเลอะออกนอกขอบปาก
Powder products เช่น eyeshadow หรือ blush แม้จะไม่ละลายเหมือน cream แต่ความร้อนทำให้ผิวขับเหงื่อและน้ำมันมากขึ้น ทำให้ powder เปียกและเกาะตัวเป็นก้อน (caking) หรือสีเข้มขึ้นไปเป็นหย่อมๆ (patchy)
💧 2. Humidity ความชื้นคือตัวร้ายที่มองไม่เห็น
ถ้าความร้อนทำลายโครงสร้างเมคอัพ ความชื้นก็คือตัวที่ทำให้มันแยกชั้นและหลุดออกจากผิว
เมืองไทยมีความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ย 70-80% ตลอดปี โดยเฉพาะในฤดูฝนอาจสูงถึง 85-90%
ปัญหาที่เกิดจากความชื้น:
Makeup oxidation คือการเปลี่ยนสีของรองพื้นหลังทาไปสักพัก ความชื้นจะทำให้กระบวนการนี้เร็วขึ้น โดยเฉพาะกับผิวมัน รองพื้นที่ดูพอดีตอนเช้าจะกลายเป็นสีส้มหรือเทาตอนเที่ยง
Separation คือการที่ foundation แยกชั้นออกจากกัน เห็นเป็นคราบหรือจุดๆ โดยเฐาะบริเวณ T-zone ความชื้นสูงทำให้น้ำมันผิวหน้าผสมกับ foundation ไม่ได้ จึงเกิดการแยกชั้น
Mascara และ eyeliner ที่ไม่กันน้ำจะเลอะลงใต้ตาง่าย เพราะความชื้นในอากาศผสมกับเหงื่อและน้ำตา ทำให้ผลิตภัณฑ์ละลายและไหลลง
Powder products จะยากขึ้นมากในการ blend บนผิวที่มีความชื้น eyeshadow จะไม่กระจายสีสม่ำเสมอ blush จะเป็นก้อนหรือเป็นคราบ
💦 3. Sweat เหงื่อคือตัวทำลายสุดท้าย
เมื่อร่างกายร้อน ต่อมเหงื่อจะทำงานเพื่อระบายความร้อน คนไทยเฉลี่ยขับเหงื่อประมาณ 1-2 ลิตรต่อวันในสภาพอากาศปกติ แต่อาจมากถึง 3-4 ลิตรในวันที่ร้อนมาก
เหงื่อทำลายเมคอัพอย่างไร:
เหงื่อเป็นน้ำผสมกับเกลือแร่ต่างๆ มี pH ประมาณ 4.5-7.0 ซึ่งอาจไม่เข้ากับ pH ของเมคอัพ (ส่วนใหญ่อยู่ที่ 6-7.5) ทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ทำลายความยึดเกาะของเมคอัพ
เหงื่อไหลตามแรงโน้มถ่วง จากหน้าผากลงมา ชะเมคอัพติดไปด้วย ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "melting makeup" หรือเมคอัพละลาย
บริเวณที่เหงื่อออกเยอะที่สุดคือ T-zone (หน้าผาก จมูก คาง) ซึ่งเป็นบริเวณที่เมคอัพมักหลุดก่อนเสมอ
🫧 4. Sebum Production ต่อมน้ำมันทำงานหนักขึ้น
ความร้อนกระตุ้นต่อมน้ำมันให้ทำงานหนักขึ้น การศึกษาพบว่าทุกๆ ที่อุณหภูมิสูงขึ้น 1 องศา การผลิต sebum เพิ่มขึ้น 10%
นั่นหมายความว่าในวันที่อากาศ 35 องศา เทียบกับ 25 องศา ผิวจะผลิตน้ำมันมากกว่าถึง 100%!
ผลของน้ำมันที่มากเกินไป:
Foundation ลื่นไหล โดยเฉพาะแบบ matte หรือ powder-based ที่ไม่ได้ออกแบบมาให้ทำงานบนผิวมันมาก
Powder caking คือการที่แป้งจับตัวเป็นก้อนเพราะน้ำมัน ทำให้ดูหนักหน้าและไม่เรียบเนียน
Pores เด่นชัดขึ้น เพราะน้ำมันทำให้รูขุมขนขยายและสะท้อนแสงมากขึ้น
Makeup slides ไม่ว่าจะเป็น eyeshadow ที่เลอะใต้ตา lipstick ที่เลอะออกนอกเส้น หรือ blush ที่จางหายไป
☀️ 5. UV Radiation รังสี UV ที่มองไม่เห็น
ในเมืองไทย UV index มักอยู่ที่ระดับ 9-11 (Very High to Extreme) เกือบตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วง 10.00-14.00 น.
UV ส่งผลต่อเมคอัพอย่างไร:
Photo-degradation คือการที่รังสี UV ทำลายโครงสร้างทางเคมีของ pigments ในเมคอัพ ทำให้สีจางหรือเปลี่ยนไป
Oxidation เร่งขึ้น foundation เปลี่ยนเป็นสีส้มหรือเทาเร็วกว่าปกติมาก
ผิวเกิดการอักเสบเล็กน้อยจาก UV ทำให้ผิวบวมนิดหน่อย texture เปลี่ยน และเมคอัพไม่เรียบเนียนเหมือนตอนเช้า
Melting Makeup
เหงื่อไหลตามแรงโน้มถ่วง จากหน้าผากลงมา ชะเมคอัพติดไปด้วย ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "melting makeup" หรือเมคอัพละลาย
HEAT-PROOF
SCIENCE &
CHAOS.
การศึกษาพบว่าที่อุณหภูมิ 30 องศาขึ้นไป ผลิตภัณฑ์เมคอัพที่เป็น cream-based หรือ liquid-based จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง viscosity หรือความหนืด ทำให้เคลื่อนที่และหลุดออกจากผิวได้ง่ายขึ้น
Current Environment
SEBUM_PRODUCTION
ทุกๆ ที่อุณหภูมิสูงขึ้น 1 องศา การผลิต sebum เพิ่มขึ้น 10%
THE_FIVE_ENEMIES
HEAT
ความร้อนทำลายโครงสร้างของเมคอัพ
HUMIDITY
ความชื้นคือตัวร้ายที่มองไม่เห็น
SWEAT
เหงื่อคือตัวทำลายสุดท้าย
SEBUM
ต่อมน้ำมันทำงานหนักขึ้น
UV
รังสี UV ที่มองไม่เห็น
TOTAL_CHAOS
[ผลกระทบต่อเมคอัพแต่ละประเภท]
ปัญหาที่เกิดกับเมคอัพ
BASE_MAKEUP
Foundation & Concealer
แยกชั้น (separation) บริเวณ T-zone เป็นคราบหรือจุดๆ (patchiness) เปลี่ยนสี (oxidation) เป็นส้มหรือเทา เน้นริ้วรอย (settling into lines) หลุดออกจากผิว (wearing off)
ทำไมถึงเกิด: เหงื่อและน้ำมันผสมกับรองพื้น ทำให้เกิดการแยกชั้น ความร้อนทำให้รองพื้นเหลวตัวและเคลื่อนที่ได้ง่าย UV ทำให้เกิด oxidation เร็วขึ้น
EYE_MAKEUP
Eyeshadow & Eyeliner
Creasing คือการที่ eyeshadow จับตัวเป็นริ้วตามรอยพับหนังตา Smudging คือการเลอะลง Fading คือการจางหายเร็ว Transfer คือการติดไปยังหนังตาบน
ทำไมถึงเกิด: หนังตามีต่อมน้ำมันเยอะ ความร้อนทำให้หนังตาเหงื่อออก การกระพริบตาทำให้เมคอัพเสียดสีและหลุดง่าย
LIP_MAKEUP
Lipstick
Bleeding คือการบลีดเข้าริ้วรอยรอบปาก Feathering คือการกระจายออกนอกขอบปาก Fading จางเร็วมาก โดยเฉพาะตรงกลางปาก Melting ละลายและเหนียวเหนอะหนะ
ทำไมถึงเกิด: ริมฝีปากมีความร้อนสูงเพราะอยู่ใกล้ปาก ลิปสติกส่วนใหญ่มี wax และ oils ที่ละลายง่ายในความร้อน การดื่มน้ำและพูดทำให้ลิปสติกหลุดเร็ว
POWDER_MAKEUP
Blush & Setting Powder
Caking คือการจับตัวเป็นก้อน Patchiness คือการกระจายไม่สม่ำเสมอ Disappearing คือการหายไปเร็วมาก Muddy คือการเปลี่ยนเป็นสีโทนเทาหรือเปื้อน
ทำไมถึงเกิด: เหงื่อและน้ำมันทำให้ powder เปียก จับตัวเป็นก้อนและสีเข้มขึ้นเป็นหย่อมๆ
วิธีรับมือกับอากาศร้อนอย่างมีประสิทธิภาพ
5 ขั้นตอนสู่เมคอัพทนทาน
เตรียมผิวให้พร้อม
Skincare ที่เหมาะสม ใช้ lightweight moisturizer ที่ซึมเร็ว ไม่หนักหน้า เลือกแบบ gel-based หรือ water-based ที่ให้ hydration แต่ไม่เพิ่มความมัน
รอ 3-5 นาทีให้สกินแคร์ซึมก่อนแต่งหน้า ขั้นตอนนี้สำคัญมากแต่มักถูกมองข้าม
Primer คือกุญแจสำคัญ เลือก primer ที่มี mattifying หรือ oil-control properties สำหรับผิวมัน หรือ hydrating primer สำหรับผิวแห้ง แต่ต้องเป็นแบบที่เบาและซึมเร็ว
Primer ที่มี silicone จะช่วยสร้างชั้นกั้นระหว่างผิวกับเมคอัพ ทำให้เมคอัพติดดีและทนทานขึ้น
Sunscreen ที่ใช่ เลือกแบบที่มี sebum control หรือ mattifying finish ที่ไม่ทิ้งฟิล์มมัน SPF 50 PA++++ ขึ้นไป
เลือกเมคอัพที่เหมาะกับอากาศร้อน
Foundation: Long-wear หรือ transfer-resistant formula, Matte หรือ semi-matte finish มากกว่า dewy, Water-based มากกว่า oil-based, มี staying power สูง, ใช้ปริมาณน้อยกว่าปกติ ลงเป็นชั้นบางๆ
Concealer: เลือกแบบที่ crease-resistant และมี setting properties ไม่ควรใช้แบบที่ creamy เกินไป
Powder: Setting powder ที่ blot ความมันได้ดี, Translucent powder สำหรับ set ทุกขั้นตอน, Blotting powder สำหรับ touch up
Eyeshadow: เลือก powder eyeshadow ที่มี primer-infused หรือใช้ eyeshadow base ก่อนเสมอ
Eyeliner & Mascara: ต้องเป็น waterproof หรือ smudge-proof เท่านั้น
Lipstick: Liquid lipstick ที่ทนทานมากกว่า cream, Matte finish อยู่ได้นานกว่า, Lip stain + balm ก็เป็นตัวเลือกที่ดี
เทคนิคการทาที่ทำให้ทนทานขึ้น
Baking Technique: ทาแป้งฝุ่นจำนวนมากทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วปัดออก จะช่วย set concealer และ foundation ให้แน่นขึ้น
Sandwich Method: ลง powder - cream - powder จะช่วยให้ cream products ติดทนนานขึ้น เช่น powder - cream blush - powder
Less is More: ในอากาศร้อน การใช้เมคอัพน้อยกว่าปกติแต่ลงเป็นชั้นบางๆ หลายชั้น จะให้ผลดีกว่าการลงหนาๆ ครั้งเดียว
Setting Spray คือ Must-Have: พ่น setting spray แบบ long-wear หรือ waterproof เป็นขั้นตอนสุดท้าย จะช่วยล็อคเมคอัพให้อยู่ได้นาน
Touch Up อย่างถูกวิธี
อุปกรณ์ที่ควรพกติดตัว: Blotting paper สำหรับซับมัน, Pressed powder สำหรับ touch up, Q-tip สำหรับแก้ไขจุดที่เลอะ, Lip product สำหรับเติม, Setting spray แบบขนาดเล็ก
วิธี Touch Up ที่ถูก: อย่าเพิ่งเอาผลิตภัณฑ์ทับทันที ซับมันและเหงื่อออกก่อน ด้วย blotting paper
ใช้ sponge เปียกเล็กน้อย pat บริเวณที่เมคอัพหลุด เพื่อ blend ให้เรียบ
ลง powder บางๆ ไม่ใช่หนาๆ เพราะจะทำให้ caking
พ่น setting spray เบาๆ เป็นจุดๆ แล้ว pat ด้วยนิ้ว
ปรับไลฟ์สไตล์
หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง เดินในร้มเงา ใช้ร่ม สวมหมวก ป้องกันได้ดีกว่าแก้ไข
ดื่มน้ำเย็น จะช่วยลดอุณหภูมิร่างกายจากภายใน ทำให้เหงื่อออกน้อยลง
ใช้ blotting paper แทนการล้างหน้า การล้างหน้าบ่อยจะทำลายเมคอัพ ซับมันเบาๆ ก็เพียงพอ
อยู่ในที่ร่มเมื่อทำได้ วางแผนเส้นทางให้อยู่ในที่แอร์เยอะที่สุด
Products Recommendations สำหรับสภาพอากาศไทย
ส่วนผสมที่ควรมองหา
Primer
หา primer ที่มี dimethicone หรือ cyclopentasiloxane เป็นส่วนผสมหลัก จะช่วยสร้างชั้นกั้นที่ดี และมี oil-absorbing properties เช่น silica หรือ kaolin
Foundation
Long-wear foundation ที่ดีมักจะมี polymers เช่น acrylates copolymer ที่ช่วยยึดเกาะผิว และ oil-absorbing ingredients
Setting Powder
เลือกที่มี silica ผสมอยู่ เพราะดูดซับความมันได้ดี ขณะที่ไม่ทำให้ผิวแห้ง
Setting Spray
แบบที่ดีจะมี film-forming agents เช่น VP/VA Copolymer ที่สร้างชั้นบางๆ ปกป้องเมคอัพ
สรุป เข้าใจศัตรู เอาชนะได้
ตอนนี้คุณเข้าใจแล้วว่าอากาศร้อนทำลายเมคอัพของคุณอย่างไร และมีวิธีรับมืออย่างไร
จุดสำคัญที่ต้องจำ
- ความร้อนทำลายโครงสร้างเมคอัพ
- ความชื้นทำให้แยกชั้นและหลุด
- เหงื่อชะเมคอัพออก
- น้ำมันทำให้ลื่นไหล
- UV ทำลาย pigments
กลยุทธ์ชนะอากาศร้อน
- เตรียมผิวให้พร้อมด้วยสกินแคร์และ primer ที่ใช่
- เลือกเมคอัพที่ออกแบบมาสำหรับอากาศร้อน
- ใช้เทคนิคการทาที่เพิ่มความทนทาน
- Touch up อย่างถูกวิธี
- ปรับไลฟ์สไตล์ให้เหมาะสม
การมีเมคอัพสวยทนทานในอากาศร้อนของเมืองไทยไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่ต้องใช้ความรู้ ผลิตภัณฑ์ที่ใช่ และเทคนิคที่เหมาะสม
อย่าปล่อยให้อากาศร้อนเป็นข้อแก้ตัวอีกต่อไป เริ่มใช้เคล็ดลับเหล่านี้วันนี้ แล้วคุณจะมีเมคอัพสวยตลอดวัน ไม่ว่าอากาศจะร้อนแค่ไหน!
บทความนี้รวบรวมข้อมูลจากการศึกษา cosmetic chemistry และประสบการณ์จริงในการแต่งหน้าในสภาพอากาศเขตร้อนชื้น เพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องและใช้ได้จริงสำหรับคนไทย
