สกินแคร์ดี
แต่เมคอัพ
ไม่ติด?
ตื่นเช้ามาทำสกินแคร์ครบทุกขั้นตอน ใช้เซรั่มราคาหลักพัน บำรุงผิวอย่างดี แต่พอลงรองพื้นกลับเป็นคราบ เป็นขุย หรือลอยไม่ติดผิว ถ้าคุณเคยเจอปัญหานี้ คุณไม่ได้โดดเดี่ยว
วันนี้เราจะมาไขปริศนาว่าทำไมสกินแคร์ที่ดีต่อผิวกลับไม่เข้ากันกับเมคอัพ และจะแก้ไขอย่างไรให้ทั้งสกินแคร์และเมคอัพทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว
ทำความเข้าใจก่อน
ก่อนจะไปถึงปัญหา เราต้องเข้าใจก่อนว่าสกินแคร์กับเมคอัพมีวัตถุประสงค์และโครงสร้างที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
Observation #03
"เมื่อสองสิ่งนี้มาเจอกัน ปัญหาก็เกิดขึ้นได้"
สกินแคร์กับเมคอัพทำงานต่างกัน
สกินแคร์
ถูกออกแบบมาเพื่อซึมเข้าสู่ผิว มีเป้าหมายที่ dermal layer หรือชั้นผิวชั้นลึก เพื่อบำรุง ซ่อมแซม และปรับปรุงสภาพผิว ส่วนผสมส่วนใหญ่จึงเป็น water-based หรือ oil-based ที่มีขนาดโมเลกุลเล็กพอที่จะซึมผ่านผิวหนังได้
เมคอัพ
ในทางกลับกัน ถูกออกแบบมาให้อยู่บนผิว ไม่ได้ต้องการให้ซึมลงไป มีหน้าที่ในการปกปิด ปรับสี และคงอยู่บนผิวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนผสมจึงมักเป็น pigments กับ binders ที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ซึม
กฎทองของการเลเยอร์
"น้ำมันกับน้ำไม่ผสมกัน (Oil and water don't mix) ถ้าคุณใช้สกินแคร์ที่เป็น oil-based แล้วตามด้วย water-based foundation มันจะไม่ติดผิว จะลื่นไถลและแยกชั้น"
สาเหตุหลัก 7 ข้อ
Silicone Overload ซิลิโคนมากเกินไป
นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่งที่หลายคนมองข้าม ซิลิโคนเป็นส่วนผสมที่นิยมใช้ทั้งในสกินแคร์และเมคอัพ เพราะช่วยให้ผิวเรียบเนียน ทาง่าย และรู้สึกนุ่ม
แต่เมื่อคุณใช้ซิลิโคนจากสกินแคร์หลายชั้น (เซรั่ม + มอยส์เจอไรเซอร์ + ซันสกรีน) แล้วตามด้วย primer และ foundation ที่มีซิลิโคนอีก ผิวของคุณจะมีชั้นซิลิโคนสะสมมากเกินไป
ผลคือเมื่อ foundation ลงไป มันจะไถลไปบนชั้นซิลิโคนเหล่านั้น ไม่ยึดเกาะกับผิว ทำให้เป็นคราบ เป็นขุย หรือดูแยกชั้น
สกินแคร์ยังไม่แห้งสนิท
หลายคนรีบลงเมคอัพทันทีหลังทำสกินแคร์เสร็จ ทั้งที่สกินแคร์ยังไม่ได้ซึมและแห้งสนิทจริงๆ
เมื่อผิวยังเปียกหรือมีความชื้นมากเกินไป เมคอัพจะไม่สามารถยึดเกาะได้ดี เหมือนกับการทาสีบนผนังที่ยังเปียกอยู่ สีจะไหลและไม่ติด
การศึกษาพบว่าผิวต้องการเวลาอย่างน้อย 3-5 นาทีหลังทำสกินแคร์เสร็จ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ซึมและ skin barrier กลับมาพร้อมรับเมคอัพ
pH Level ไม่สมดุล
ผิวมี pH ธรรมชาติอยู่ที่ประมาณ 4.5-5.5 ซึ่งเป็นกรดเล็กน้อย (acidic) เพื่อปกป้องผิวจากแบคทีเรียและรักษาความแข็งแรงของ skin barrier
บางผลิตภัณฑ์สกินแคร์โดยเฉพาะที่มี active ingredients สูง เช่น AHA/BHA หรือ Vitamin C ที่มี pH ต่ำมาก จะทำให้ผิวเป็นกรดมากเกินไป เมื่อเมคอัพที่มักมี pH ใกล้เคียง neutral (6-7) ลงไปบนผิวที่เป็นกรดมากเกินไป มันจะไม่ยึดเกาะได้ดี หรืออาจทำให้เมคอัพเปลี่ยนสี oxidize ได้เร็วขึ้น
Too Much of Everything ใช้มากเกินไป
หลายคนเชื่อว่ายิ่งทำสกินแคร์เยอะยิ่งดี จึงใช้เซรั่มหลายชั้น ครีมหนาๆ แถมยังซ้อนซันสกรีนอีกหลายชั้น คิดว่าจะให้ protection ที่ดีขึ้น
แต่ความจริงคือ ผิวมีขีดจำกัดในการรับผลิตภัณฑ์ เมื่อใช้มากเกินไป ผลิตภัณฑ์จะไม่ซึม แต่จะอยู่บนผิวเป็นชั้นหนาๆ เมื่อลงเมคอัพ มันก็จะถูก "ผลัก" ขึ้นมาปนกับเมคอัพ ทำให้เป็นขุย หรือเมคอัพดูไม่เรียบเนียน
Oil-Based กับ Water-Based ไม่เข้ากัน
นี่คือหลักการทางเคมีพื้นฐาน น้ำมันกับน้ำไม่ผสมกัน (Oil and water don't mix) ถ้าคุณใช้สกินแคร์ที่เป็น oil-based เช่น facial oil หรือ rich cream ที่มีน้ำมันเยอะ แล้วตามด้วย water-based foundation มันจะไม่ติดผิว จะลื่นไถลและแยกชั้น
Pilling จากส่วนผสมที่ไม่เข้ากัน
Pilling คือปรากฏการณ์ที่ผลิตภัณฑ์เป็นขุย เป็นก้อนเล็กๆ บนผิว เกิดจากการที่ polymers หรือ film-forming agents ในผลิตภัณฑ์ต่างชนิดกันมาทับซ้อนกัน
ตัวอย่างเช่น ซันสกรีนที่มี Acrylates Copolymer ปนกับ primer ที่มี Carbomer จะทำปฏิกิริยากันและเกิดเป็นขุยได้ นี่เป็นเหตุผลที่บางคนเจอปัญหาเมคอัพเป็นขุยแม้จะทำทุกอย่างถูกต้องแล้ว เพราะบางครั้งเป็นเรื่องของความเข้ากันได้ของส่วนผสมระหว่างผลิตภัณฑ์
Overexfoliation ผิวบอบบางเกินไป
การ exfoliate มากเกินไปทำให้ skin barrier อ่อนแอ ผิวบอบบางและไวต่อการระคายเคือง เมื่อผิวอยู่ในสภาพนี้ มันจะมีปฏิกิริยาแปลกๆ กับเมคอัพ เช่น รองพื้นติดเป็นคราบตรงจุดที่ผิวแห้งมาก หรือดูดซับเมคอัพเร็วเกินไปจนดูหมองคล้ำ
THE SOLUTION
รอ 3-5 นาที
ตั้งเวลา 3-5 นาทีหลังทำสกินแคร์เสร็จ ก่อนจะเริ่มแต่งหน้า
เช็ค Base
เช็คส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ ให้แน่ใจว่าใช้สกินแคร์และเมคอัพที่มี base เดียวกัน
Less is More
ลดขั้นตอนสกินแคร์ตอนเช้าลง เน้นแค่ cleanse + hydrate + protect
วิธีแก้ปัญหาอย่างตรงจุด
สำหรับปัญหา Silicone Overload
• เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีซิลิโคนในขั้นตอนเดียวเท่านั้น อาจเป็นที่ primer หรือที่ foundation แต่ไม่ใช่ทั้งคู่
• ถ้าซันสกรีนของคุณมีซิลิโคนเยอะ ให้เลือก primer แบบ silicone-free
• หรือข้ามขั้นตอน primer ไปเลยถ้าซันสกรีนของคุณทำหน้าที่เป็น primer ได้ดีอยู่แล้ว
สำหรับปัญหาสกินแคร์ยังไม่แห้ง
• ตั้งเวลา 3-5 นาทีหลังทำสกินแคร์เสร็จ ก่อนจะเริ่มแต่งหน้า
• ใช้เวลานี้ทำอย่างอื่น เช่น เตรียมเสื้อผ้า ทำผม หรือดื่มกาแฟ
• กดซับด้วยกระดาษทิชชู่เบาๆ เพื่อดูดความชื้นส่วนเกินออก ก่อนลงเมคอัพ
สำหรับปัญหา pH Level
• ถ้าใช้ acid exfoliant แบบ strong ในตอนเช้า ให้รอ 10-15 นาทีแทนที่จะเป็น 3-5 นาที
• ใช้ toner หรือ essence ที่มี pH balanced เป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนลงเมคอัพ
• หรือเปลี่ยนการใช้ acid exfoliant ไปเป็นตอนกลางคืนแทน
สำหรับปัญหาใช้มากเกินไป
• ลดขั้นตอนสกินแคร์ตอนเช้าลง เน้นแค่ cleanse + hydrate + protect
• ใช้ปริมาณที่พอดี: Serum 2-3 หยด, Moisturizer เท่าเมล็ดถั่วเขียว, Sunscreen ประมาณ 1/4 ช้อนชา
• เซฟ routine ที่หนักๆ ไว้ใช้ตอนกลางคืน
สำหรับปัญหา Base ไม่เข้ากัน
• เช็คส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ ให้แน่ใจว่าใช้สกินแคร์และเมคอัพที่มี base เดียวกัน
• ถ้าใช้ oil-based skincare ให้เลือก oil-based หรือ cream foundation
• ถ้าใช้ water-based skincare ให้เลือก water-based foundation หรือ BB cream
สำหรับปัญหา Pilling
• ทดลองเปลี่ยนลำดับหรือข้ามผลิตภัณฑ์บางตัว
• ให้เวลาแต่ละชั้นแห้งสนิทก่อนลงชั้นถัดไป
• ทาด้วยวิธี pat (กดเบาๆ) แทนการ rub (ถู) เพื่อลดการเสียดสีที่ทำให้เกิดขุย
Routine ที่เหมาะสำหรับคนที่จะแต่งหน้า
ตอนเช้า Simplified Skincare for Makeup
Cleanse เบาๆ ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น หรือใช้ gentle cleanser ที่ไม่ strip ผิวมากเกินไป
Hydrate ใช้ hydrating toner หรือ essence ที่ซึมเร็วและเบา
Treatment (ถ้าจำเป็น) ถ้าต้องการใช้เซรั่ม ให้เลือกแบบที่เบาและซึมเร็ว หลีกเลี่ยง oil-based หรือ thick serum
Moisturize เบาๆ ใช้ moisturizer แบบ gel หรือ lotion ที่ซึมเร็ว ไม่หนักหน้า
Protect ทาซันสกรีนให้ทั่ว รอ 3-5 นาที
Prep (ถ้าจำเป็น) ใช้ primer ที่เข้ากับซันสกรีนของคุณ หรือข้ามไปเลยถ้าซันสกรีนทำหน้าที่นี้ได้ดีอยู่แล้ว
รอ 3-5 นาที → เริ่มแต่งหน้า
ตอนกลางคืน Full Treatment
นี่คือเวลาที่คุณควรทำ routine หนักๆ ใช้ retinol ใช้ acid exfoliant ใช้ sleeping mask ทำอะไรก็ได้ตามใจ เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องเมคอัพ
เทคนิคเพิ่มเติมที่ช่วยให้เมคอัพติดดีขึ้น
ใช้ Makeup Sponge แบบชื้น
Beauty blender หรือ makeup sponge ที่เปียกเล็กน้อยจะช่วย blend เมคอัพเข้ากับสกินแคร์ได้ดีกว่าแปรงหรือนิ้ว
Setting Spray
พ่น setting spray บางๆ หลังทำสกินแคร์เสร็จ ก่อนลงเมคอัพ มันจะช่วย "ตรึง" สกินแคร์ให้พร้อมรับเมคอัพ
Layering Technique
ลงรองพื้นเป็นชั้นบางๆ หลายชั้น แทนที่จะลงหนาๆ ครั้งเดียว จะได้ผลดีกว่าและติดทนนานกว่า
Press Don't Rub
กดผลิตภัณฑ์เข้าผิวแทนการถู จะช่วยให้เมคอัพ set ได้ดีกว่าและไม่รบกวนชั้นสกินแคร์ที่อยู่ข้างใต้
Temperature Matters
ผิวที่อุ่นจะรับเมคอัพได้ดีกว่าผิวที่เย็น ลองถูฝ่ามือให้อุ่นแล้วค่อยๆ pat บนใบหน้าเบาๆ ก่อนแต่งหน้า
ผลิตภัณฑ์ที่ควรหามาใช้ร่วมกัน
Hydrating Primer
หา primer ที่มีส่วนผสมบำรุงผิว เช่น hyaluronic acid หรือ glycerin จะช่วยเป็นตัวเชื่อมระหว่างสกินแคร์กับเมคอัพ
Water-Based Foundation
พื้นฐาน water-based มักจะเข้ากันได้ดีกับสกินแคร์ทั่วไป และไม่ทำให้เกิดปัญหาการแยกชั้น
Setting Powder แบบ Translucent
แป้งฝุ่นโปร่งแสงจะช่วย set เมคอัพโดยไม่ทำให้หน้าแห้งหรือเป็นคราบ
สรุป ความลงตัวระหว่างสกินแคร์กับเมคอัพ
ตอนนี้คุณรู้แล้วว่าปัญหาที่สกินแคร์ดีแต่เมคอัพไม่ติดนั้นมาจากอะไร และมีวิธีแก้ไขอย่างไร
✓ ลดซิลิโคนที่ซ้ำซ้อนกัน
✓ ให้เวลาสกินแคร์ซึมก่อนแต่งหน้า
✓ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี base เดียวกัน
✓ อย่าใช้มากเกินไป less is more
✓ เลือกสกินแคร์ตอนเช้าให้เบาและซึมเร็ว
✓ เซฟ routine หนักๆ ไว้ใช้ตอนกลางคืน
การมีสกินแคร์ดีและเมคอัพสวยไม่ได้ขัดแย้งกัน คุณสามารถมีได้ทั้งสองอย่าง เพียงแค่ต้องเข้าใจว่าแต่ละอย่างทำงานอย่างไร และจะจับคู่กันอย่างไรให้ลงตัว
อย่าลืมว่าผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อาจต้องทดลองและปรับเปลี่ยนจนกว่าจะเจอวิธีที่ใช่สำหรับตัวเอง แต่ด้วยความรู้ที่ได้จากบทความนี้ คุณจะสามารถหาทางออกได้เร็วขึ้นแน่นอน
จากนี้ไป ตื่นเช้ามาทำสกินแคร์ดีๆ แล้วแต่งหน้าสวยๆ ได้โดยไม่ต้องกังวลว่าเมคอัพจะไม่ติดอีกต่อไป!
บทความนี้รวบรวมข้อมูลจากการศึกษาทาง cosmetic chemistry และประสบการณ์จริงในการทำงานกับสกินแคร์และเมคอัพ เพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์
