Skip to content

Cart

Your cart is empty

Continue shopping

ผิวมันไม่ได้แปลว่าผิวขาดน้ำ

ผิวมันผิวชุ่มชื้น

ความเข้าใจผิดที่ทำร้ายผิวโดยไม่รู้ตัว

WATER / ความชื้น
Hydrated skin
H₂O
OIL / น้ำมัน
Oily skin
SEBUM
◆ HYPOTHESIS 01

หน้ามันแล้วทำไมต้องทาครีม? ผิวมันอยู่แล้วจะขาดน้ำได้ยังไง? ถ้าคุณเคยคิดแบบนี้ แสดงว่าคุณกำลังทำร้ายผิวของตัวเองโดยไม่รู้ตัว

วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง "ผิวมัน" กับ "ผิวที่มีความชื้นเพียงพอ" พร้อมไขความลับว่าทำไมผิวมันถึงขาดน้ำได้ และจะดูแลอย่างไรให้ถูกวิธี

◆ พื้นฐานสำคัญ

Oil กับ Water ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจคือผิวของเรามีสององค์ประกอบหลักที่แยกจากกันอย่างชัดเจน

Oil หรือน้ำมัน (Sebum)

คือสารที่ผลิตจากต่อมน้ำมัน (Sebaceous Glands) ที่อยู่ใต้ผิวหนัง มีหน้าที่ปกป้องผิวจากสิ่งแวดล้อม ทำให้ผิวเรียบนุ่ม และป้องกันการระเหยของความชื้นภายในผิว

Water หรือน้ำ (Hydration)

คือความชื้นที่อยู่ภายในเซลล์ผิวหนังชั้น epidermis มาจากการดื่มน้ำและการที่ผิวดึงความชื้นจากสภาพแวดล้อม มีหน้าที่ทำให้เซลล์ผิวอวบอิ่ม ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และดูสุขภาพดี

Botanical ingredients

Hydration vs Oil Control

Skin Biology Study

💧

ปัญหาคือหลายคนเข้าใจผิด

ถ้าผิวมันมาก แสดงว่ามีความชื้นมากด้วย แต่ความจริงคือทั้งสองเรื่องแยกกันโดยสิ้นเชิง

ผิวมันคืออะไร? เกิดจากอะไร?

ผิวมันหรือ Oily Skin คือสภาพที่ต่อมน้ำมันผลิต sebum มากเกินไป ทำให้ผิวดูเยิ้ม มีประกาย และต้องซับกระดาษมันหน้าบ่อยๆ

สาเหตุของผิวมัน

  • พันธุกรรม - ต่อมน้ำมันที่ใหญ่กว่าปกติและทำงานหนักกว่าถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ได้ โดยเฉพาะคนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มักมีต่อมน้ำมันที่ active มากกว่าคนเชื้อชาติอื่น
  • ฮอร์โมน - Androgen โดยเฉพาะ testosterone กระตุ้นการผลิตน้ำมัน นี่คือเหตุผลว่าทำไมวัยรุ่นมักมีปัญหาผิวมัน และผู้หญิงมักจะผิวมันมากขึ้นก่อนมีประจำเดือน
  • อากาศร้อนชื้น - ทุกๆ ที่อุณหภูมิสูงขึ้น 1 องศา ต่อมน้ำมันจะผลิตมากขึ้น 10% นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนไทยมักมีปัญหาผิวมันมากกว่าคนในประเทศหนาว
  • การดูแลผิวที่ผิดวิธี - ล้างหน้าบ่อยเกินไป ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ harsh มากเกินไป หรือไม่ทาครีมบำรุง ทำให้ผิวแห้งและกระตุ้นให้ผลิตน้ำมันมากขึ้นเพื่อชดเชย
  • อาหาร - อาหารที่มี glycemic index สูง เช่น ขนมหวาน นมวัว ของทอด กระตุ้นการผลิตน้ำมันผ่านกลไก insulin และ IGF-1
🌡️

Thermal Effect

อุณหภูมิสูง = ต่อมน้ำมันทำงานหนักขึ้น ในสภาพอากาศไทย ผิวจึงผลิต sebum มากกว่าปกติ

◆ HYPOTHESIS 02

ผิวขาดน้ำคืออะไร?
ต่างจากผิวแห้งอย่างไร?

ผิวขาดน้ำหรือ Dehydrated Skin คือสภาพที่ผิวขาดความชื้น (water) ไม่ใช่ขาดน้ำมัน (oil) นี่คือจุดสำคัญที่หลายคนเข้าใจผิด

ผิวแห้ง (Dry Skin)

คือ skin type หรือประเภทผิวที่ต่อมน้ำมันผลิต sebum น้อยกว่าปกติ เป็นเรื่องของพันธุกรรมและถาวร

ผิวขาดน้ำ (Dehydrated Skin)

คือ skin condition หรือสภาพผิวชั่วคราวที่เกิดจากการขาด hydration สามารถเกิดขึ้นได้กับทุก skin type รวมถึงผิวมันด้วย

อาการของผิวขาดน้ำ

  • ผิวรู้สึกตึง โดยเฉพาะหลังล้างหน้า
  • มีริ้วรอยเล็กๆ แบบตื้นๆ (dehydration lines) โดยเฉพาะใต้ตา
  • ผิวดูหมองคล้ำ ไม่มีชีวิตชีวา
  • มี texture ที่ไม่เรียบเนียน ดูหยาบ
  • เมคอัพไม่ติด เป็นคราบง่าย
  • ผิวแพ้ง่าย ระคายเคืองง่ายขึ้น
  • มีรูขุมขนกว้างมากขึ้น
HUMIDITY: 92%
HYDRATION: LOW
SEBUM: HIGH
UV INDEX: MAX

ทำไมผิวมันถึงขาดน้ำได้?

นี่คือประเด็นสำคัญที่เข้าใจผิดกันมากที่สุด การที่ผิวมีน้ำมันเยอะไม่ได้หมายความว่าผิวมีความชื้นเพียงพอ ในความเป็นจริงแล้ว ผิวมันกลับมักจะขาดน้ำมากกว่าผิวประเภทอื่นด้วยซ้ำ

1. Overcompensation คือกับดักที่ใหญ่ที่สุด

เมื่อผิวขาดน้ำ ร่างกายจะส่งสัญญาณให้ต่อมน้ำมันผลิต sebum มากขึ้น เพื่อพยายาม "ปิดผิว" ไม่ให้ความชื้นระเหยออกไปอีก

นี่คือกลไกการป้องกันตัวของผิว แต่กลับทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ คือ ยิ่งผิวขาดน้ำมาก ผิวก็ยิ่งมันมากขึ้น ผู้ที่มีผิวมันจึงล้างหน้าบ่อยขึ้นและหลีกเลี่ยงการทาครีม ทำให้ผิวขาดน้ำมากขึ้นไปอีก

วงจรนี้จะหมุนวนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเข้าใจและตัดวงจรนี้

2. การดูแลที่ผิดวิธีทำให้แย่ลง

คนผิวมันมักจะ:

  • ล้างหน้าด้วยโฟมที่ harsh เกินไป เพื่อให้รู้สึก "สะอาดหมดจด"
  • ใช้ toner ที่มี alcohol เยอะ เพื่อให้รู้สึกสดชื่น
  • ข้ามขั้นตอนครีมบำรุง เพราะกลัวจะมันเพิ่ม
  • ล้างหน้าบ่อยเกินไป วันละ 3-4 ครั้ง

วิธีการเหล่านี้ทำลาย skin barrier และลด Natural Moisturizing Factor (NMF) ที่ช่วยดึงและกักเก็บความชื้นในผิว ผลคือผิวขาดน้ำมากขึ้น แต่กลับมันมากขึ้นด้วย

MEMO #04 📌

3. สภาพอากาศไทย

ในอากาศร้อนชื้น ผิวจะมันเยอะ แต่ในเวลาเดียวกัน การเปิดแอร์ตลอดเวลาก็ทำให้ความชื้นในอากาศลดลง

"การสลับไปมาระหว่างที่ร้อนชื้นกับที่แอร์เย็นแห้งทำให้ผิวสับสน"

4. ไลฟ์สไตล์ที่เสริมปัญหา

  • ดื่มน้ำไม่เพียงพอ
  • ดื่มกาแฟหรือชาเยอะ ซึ่งมีคุณสมบัติขับปัสสาวะ
  • นอนดึก ทำให้ผิวไม่มีเวลาซ่อมแซม
  • stress มาก เพิ่ม cortisol ที่ทำลาย skin barrier
  • อยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลาโดยไม่เติมความชื้น

วิธีเช็คว่าผิวคุณขาดน้ำหรือเปล่า

วิธีที่ 1: The Pinch Test

หยิกผิวบนหลังมืออย่างอ่อนๆ แล้วปล่อย ถ้าผิวกลับคืนสู่สภาพเดิมช้า หรือมีรอยย่นค้างอยู่สักครู่ แสดงว่าผิวขาดน้ำ

วิธีที่ 2: The Mirror Test

หลังล้างหน้า 10-15 นาที มองกระจกใกล้ๆ ถ้าเห็นริ้วรอยเล็กๆ ตื้นๆ โดยเฉพาะรอบตาและหน้าผาก และผิวดูหมองคล้ำ แสดงว่าขาดน้ำ

วิธีที่ 3: The Touch Test

สัมผัสผิวหน้าตอนเช้าก่อนล้างหน้า ถ้าผิวมันมาก แต่เมื่อซับกระดาษมันออกแล้วผิวรู้สึกตึงหรือแห้ง แสดงว่านี่คือผิวมันที่ขาดน้ำ

วิธีที่ 4: The Product Test

ลองทาครีมบำรุงหรือ hydrating serum ถ้าผิวซึมเร็วมากและรู้สึกอยากทาอีก แสดงว่าผิวกระหายน้ำมาก

วิธีดูแลผิวมันที่ขาดน้ำอย่างถูกต้อง

1
Cleanse อย่างอ่อนโยน

หยุดใช้:

  • โฟมที่ทำให้หน้าตึงมาก
  • สบู่ที่มี pH สูง (9-10)
  • Cleansing brush ที่ขัดแรงเกินไป

เริ่มใช้:

  • Gel cleanser หรือ foam cleanser ที่ pH balanced (4.5-5.5)
  • มี mild surfactant เช่น Sodium Cocoyl Isethionate
  • ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งเท่านั้น เช้าและเย็น

เทคนิค: นวดเบาๆ 30-60 วินาที ล้างออกด้วยน้ำเย็น ไม่ใช้น้ำร้อน เพราะจะทำให้ผิวแห้งมากขึ้น

2
Hydrate ชั้นในก่อน

นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดและมักถูกมองข้าม ผิวมันต้องการ hydration เหมือนกับผิวประเภทอื่นๆ

ใช้ Hydrating Toner ที่มีส่วนผสมเหล่านี้:

  • Hyaluronic Acid - ดึงความชื้นเข้าสู่ผิว
  • Glycerin - ช่วยกักเก็บความชื้น
  • Panthenol (Vitamin B5) - ซ่อมแซมและบำรุงผิว
  • Allantoin - ช่วยสงบผิวและเพิ่มความชื้น

หลีกเลี่ยง toner ที่มี alcohol denat. หรือ SD alcohol ซึ่งจะทำให้ผิวแห้ง

ใช้ Hydrating Serum

เลือก serum ที่เป็น water-based หรือ gel-based มีส่วนผสมเช่น:

  • Hyaluronic Acid ความเข้มข้น 1-2%
  • Beta-Glucan ช่วยซ่อมแซม skin barrier
  • Ceramides เสริมสร้างความแข็งแรงของผิว

ใช้ 2-3 หยด pat เข้าผิวเบาๆ รอ 1-2 นาทีให้ซึม

3
Moisturize ไม่ใช่ขั้นตอนของคนผิวแห้งเท่านั้น

HYDRATION OVER STRIPPING.

ความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดคือ คนผิวมันไม่ต้องทาครีม แต่ความจริงคือ ผิวมันต้องการ moisturizer แบบที่เหมาะสม

เลือก Moisturizer ที่ใช่:

  • Gel moisturizer หรือ water-gel texture
  • Oil-free และ non-comedogenic
  • มี lightweight texture ที่ซึมเร็ว
  • มีส่วนผสมเช่น Niacinamide (ควบคุมมันและบำรุงผิวไปพร้อมกัน)

วิธีใช้: ทาบางๆ ทั่วใบหน้า หลังจาก serum ซึมแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าจะมันเพิ่ม ถ้าเลือกตัวที่ใช่ มันจะช่วยให้ผิวสมดุลขึ้นแทน

4
Protect ด้วย Sunscreen ที่เหมาะสม

UV ทำลาย skin barrier และเพิ่มการสูญเสียน้ำจากผิว แถมยังกระตุ้นการผลิตน้ำมันอีกด้วย

เลือก Sunscreen:

  • Water-based หรือ gel-based formula
  • มี sebum control หรือ mattifying effect
  • SPF 50 PA++++ ขึ้นไป
  • Non-comedogenic

ทาทุกวัน แม้อยู่ในบ้าน เพราะแสง blue light จากหน้าจอก็ส่งผลต่อผิว

5
Treatment เฉพาะจุด

Niacinamide

ช่วยได้ทั้ง hydration และ oil control ควบคุมการผลิตน้ำมันได้ถึง 50% และเสริมสร้าง skin barrier ในเวลาเดียวกัน ใช้ความเข้มข้น 4-5%

BHA (Salicylic Acid)

สำหรับผิวมันที่มีสิวหรือรูขุมขนอุดตัน แต่ใช้แค่ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ และต้อง follow ด้วย hydration ที่ดีเสมอ

Centella Asiatica

ช่วยสงบผิว ซ่อมแซม และเพิ่มความชื้นโดยไม่ทำให้มัน เหมาะกับผิวมันที่แพ้ง่าย

ปรับไลฟ์สไตล์เพื่อผิวที่สมดุล

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ - อย่างน้อย 2-3 ลิตรต่อวัน ไม่ใช่รอจนกระหายค่อยดื่ม แต่ดื่มทีละน้อยตลอดวัน
  • ใช้ Humidifier ในห้องที่เปิดแอร์ - การเพิ่มความชื้นในอากาศจะช่วยให้ผิวไม่สูญเสียน้ำมากเกินไป
  • ฉีดสเปรย์น้ำแร่ - ตลอดวันเมื่อผิวรู้สึกแห้ง แต่ต้อง pat แห้งและทา moisturizer บางๆ ทับเสมอ ไม่งั้นน้ำจะดึงความชื้นออกจากผิวแทน
  • นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ - อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง เพราะขณะนอนหลับคือเวลาที่ผิวซ่อมแซมตัวเอง
  • ลดอาหารที่กระตุ้นการผลิตน้ำมัน - ลดน้ำตาล ของทอด นมวัว เพิ่มผักผลไม้ โปรตีนจากปลา และ omega-3
  • จัดการความเครียด - ทำสมาธิ โยคะ ออกกำลังกาย เพื่อลด cortisol ที่ทำลาย skin barrier

ผลิตภัณฑ์ที่ควรหลีกเลี่ยง

  • Alcohol-based products - แม้จะรู้สึกสดชื่นและลดความมัน แต่ทำให้ผิวแห้งและผลิตน้ำมันมากขึ้นในระยะยาว
  • Over-exfoliating products - การ exfoliate ทุกวันหรือใช้หลาย acid พร้อมกัน ทำลาย skin barrier และเพิ่มการสูญเสียน้ำ
  • Heavy occlusive creams - ครีมที่หนักมาก อาจอุดตันแต่ไม่ได้ให้ hydration ที่ผิวต้องการจริงๆ
  • Harsh cleansers - อะไรก็ตามที่ทำให้ผิวรู้สึกแห้งตึงหลังล้างหน้า ต้องเปลี่ยนทันที

ระยะเวลาที่ต้องใช้ในการปรับผิว

อย่าคาดหวังผลลัพธ์ในชั่วข้ามคืน การฟื้นฟู skin barrier และปรับสมดุลความชื้นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์

สัปดาห์ที่ 1-2

ผิวอาจจะดูแปลกๆ เพราะกำลังปรับตัว อาจจะมันน้อยลงแต่ยังรู้สึกแห้งบ้าง อย่าเพิ่งท้อ

สัปดาห์ที่ 3-4

จะเริ่มเห็นความแตกต่าง ผิวรู้สึกนุ่มขึ้น ความมันลดลง texture ดีขึ้น

สัปดาห์ที่ 5-6

ผิวเริ่มสมดุล มันน้อยลงชัดเจน แต่ไม่แห้ง dehydration lines ลดลง ผิวดูมีชีวิตชีวา

หลัง 8-12 สัปดาห์

ผิวจะสมดุลดี รูขุมขนเล็กลง สิวน้อยลง และผิวดูสุขภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สรุป: เข้าใจแล้วดูแลถูก

ตอนนี้คุณเข้าใจแล้วว่าผิวมันกับผิวที่มีความชื้นเพียงพอเป็นคนละเรื่องกัน และผิวมันก็สามารถขาดน้ำได้เหมือนกัน

สิ่งสำคัญที่ต้องจำ:

  • Oil กับ Water คือคนละเรื่อง
  • ผิวมันต้องการ hydration เช่นกัน
  • Moisturizer ไม่ได้ทำให้มันเพิ่ม ถ้าเลือกใช้ที่ถูกต้อง
  • การดูแลที่ gentle และสม่ำเสมอดีกว่าการดูแลที่ harsh
  • ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูผิว อดทนและสม่ำเสมอคือกุญแจ

อย่าปล่อยให้ความเข้าใจผิดทำลายสุขภาพผิวของคุณอีกต่อไป เริ่มดูแลผิวมันของคุณด้วยวิธีที่ถูกต้อง ให้ทั้ง oil control และ hydration ที่ผิวต้องการอย่างแท้จริง

ผิวที่สมดุลคือผิวที่สวยงามและมีสุขภาพดีที่สุด!

Share
Copy completed.